[SHINee Fic] P.S. I Love You ♥ Chapter 2

posted on 15 Jun 2010 19:05 by my-on-key

 

SHINeeFiction
Couple: Onew x Key
Gener: Romantic
Rate: PG
Story by MayKy 

 

P.S. I U

 

- 2 -

 

 

I am falling for you harder than I have ever fell,

my heart pounds harder than it has ever pounded,

and my love is at its strongest point,

but I’m going to keep on falling for you

until I breath my last breath!

 

 

                หลังจากอุบัติเหตุครั้งเลวร้ายที่สุดในชีวิตของคิบอมเกิดขึ้นเมื่อวันนั้น ทำให้คีบอมเรียนรู้ว่าเขาต้องหัดควบคุมอามรณ์ความรู้สึกของตัวเองให้มากกว่านี้ ต้องเข้มแข็งกว่านี้ ต้องไม่หวั่นไหวมากแบบวันนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายอารมณ์ดีที่ชื่ออีจินกิ เพราะถ้าขืนเขาปล่อยให้ตัวเองเผลอใจแบบวันนั้น มีหวังต้องมีคนรู้แน่ว่าเขาคิดอะไรอยู่

               

ช่างต่างจากพี่จินกิอย่างสิ้นเชิง รายนั้นน่ะเหรอ เฮอะ ก็ยังคงร่าเริงยิ้มให้คนนั้นคนนี้ (รวมทั้งเขาด้วย) ไปวันๆ เหมือนเดิมน่ะสิ บางครั้งคีบอมก็คิดเหมือนกันว่า ต่อให้เขาแสดงความรู้สึกอย่างโจ่งแจ้ง ผู้ชายลัลลาอย่างพี่จินกิจะมองความรู้สึกของเขาออกมั้ยนะ พี่จินกิจะรู้มั้ยว่าการกระทำบางอย่างของน้องชายคนนี้ที่มีต่อพี่ชายคนนี้มันพิเศษต่างจากคนอื่น แต่คงไม่หรอก เพราะสำหรับพี่ชายคนนี้แล้ว ทุกคนคือคนพิเศษ นิสัยดีๆ ของเขาแบบนี้ล่ะที่คีบอมเกลียดที่สุด

               

                เพราะเขาไม่อยากให้ใครในโลกนี้ได้รับรอยยิ้มแสนพิเศษแบบนี้จากพี่จินกิไงล่ะ (ยกเว้นชายเวิร์ลทุกคนนะครับ: คีบอม)

 

                แต่เมื่อลองบวกลบคูณหารผลดีผลเสียดูแล้วปรากฏว่าผลเสียมีมากกว่าผลดี ฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเก็บความรู้สึกของเขาไว้คนเดียวต่อไป และนับตั้งแต่วันที่เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน คีบอมพยายามหลีกเลี่ยงพี่จินกิอย่างเนียนๆ ทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธได้ และเขาว่าเขาทำได้ดีทีเดียว

 

ทุกครั้งที่พี่จินกิประชิดถึงเนื้อถึงตัว ไม่ว่าจะกอด จับมือถือแขน (อย่าคิดมาก ไม่ได้มากไปกว่าที่ทุกคนเห็นๆ ตามแฟนแคมหรอกครับ: คีบอม)         เขาจะพยายามบ่ายเบี่ยงและปัดป้องทุกวิธีทางเท่าที่จะทำได้ เช่นมีครั้งหนึ่งพี่จินกิพยายามจะพาดแขนป้อมๆ (ที่หลายคนเห็นว่าล่ำ แต่สำหรับผม ผมว่ามันป้อม: คีบอม) กับคอของคีบอม เขาก็ทำเป็นก้มผูกเชือกรองเท้าอย่างเนียนๆ ไปตามประสาของคนกินปูนร้อนท้อง หรืออีกครั้งหนึ่งที่เขาพยายามจะคล้องแขนคีบอมเพื่อพาไปขึ้นรถหลังจากเสร็จงาน คีบอมก็ทำเนียนเป็นยกแขนข้างนั้นขึ้นโบกมือให้แฟนๆ หน้าตาเฉย

 

คีบอมเองก็ไม่แน่ใจว่าการกระทำแบบนั้นทำให้พี่จินกิเข้าใจผิด หรือคิดมากหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่เขาทำแบบนั้น เขามักจะหันไปส่งยิ้มหวานและทำตาแป๋วให้พี่ชายสุดที่รักเป็นการปิดท้ายทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ถูกจับพิรุธได้ แต่เขาว่ามันค่อนข้างได้ผลนะ เพราะเขาว่าเขาทำแบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว แต่พี่จินกิยังไม่ผิดสังเกตเลย

 

แต่ตอนนี้คิมคีบอมคนเก่งกำลังแย่...

 

                “ค่อก แค่ก ค่อก แค่ก...”

 

โอ๊ย... เจ็บคอ

โอ๊ย... ปวดหัว ปวดตัว

โอ๊ย... มีไข้ด้วย

ซวยแล้ว...

 

            เสียงไอและเสียงบ่นงึมงำนั้นไม่ใช่ของใครที่ไหน ของคิมคีบอมนั่นเอง ใช่แล้ว เขากำลังป่วย เมื่อวานนี้ระหว่างทางขากลับจากไปร้านการ์ตูน จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ฝนตกกลางฤดูใบไม้ผลิ แน่นอนว่าคิมคีบอมต้องไม่ได้พกร่มไปอยู่แล้วเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ๆ ฝนจะตกลงมา สิ่งเดียวที่พอจะใช้กันฝนได้ก็คือฮู๊ดของเสื้อกีฬาที่เขาใส่เท่านั้น แต่มันก็ช่วยได้แค่ช่วงแรกที่เริ่มวิ่ง เพราะหลังจากนั้นไม่ถึงสองนาทีมันก็เปียกโชกไปหมดทั้งตัว

               

ทันทีที่กลับถึงหอพักเมื่อวานนี้ เขามั่นใจว่าตัวเองจัดการบล็อคไข้ทุกวิถีทางแล้วแท้ๆ ไม่ว่าจะรีบอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนเสื้อผ้า รวมถึงทานยาแก้หวัดไปแล้วด้วย แต่ทำไมวันนี้เขาถึงยังป่วยได้ล่ะเนี่ย... คีบอมพยายามคิดหาสาเหตุอาการป่วยของตัวเอง แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกเพราะตอนนี้สมองของเขาว่างเปล่า และมันกำลังปวดตุบๆ ไม่หยุดเลยด้วย

               

คีบอมพยายามอย่างมากที่จะยันกายให้ลุกจากที่นอนเพื่อปลุกแทมินและมินโฮไปเรียนเช่นเคย แต่วันนี้เขาทำไม่ได้ เขารู้สึกว่าหัวตัวเองหนักอึ้งจนแทบยกไม่ขึ้น รวมไปถึงแขนขาเรียวๆ ของเขาที่จู่ๆ ก็พากันหนักขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย เขาขยับตัวแทบไม่ได้เลย ทำให้เขาต้องล้มตัวลงนอนลงไปเหมือนเดิมพร้อมกับเสียงโอ๊ยที่ไม่ค่อยจะเบาเท่าไรนัก

               

ตอนนี้เขาต้องการตัวช่วย เขารู้สึกหมดแรงเกินกว่าจะทำอะไรด้วยตัวเองได้ เขาร้องเรียกคนที่นอนเตียงติดกับเขาด้วยเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่คอแห้งผากของเขาจะทำได้

               

“แทมิน แทมิน”

                zzz…

                T^T

                “แทมิน!

 

คีบอมเรียกลูกชายด้วยเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายเขาจะอำนวยในเวลานี้ ในที่สุดก็มีคนตื่น แต่คนที่สะดุ้งตื่นกลับไม่ใช่คนเที่เขาร้องเรียกเสียอย่างนั้น

 

ใช่แล้ว คีบอมตั้งใจจะเรียกแทมิน ไม่ได้ตั้งใจจะเรียกจินกิเพราะเขาไม่อยากได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากผู้ชายอบอุ่นคนนี้ เป็นที่รู้กันดีว่า พี่จินกิไม่ชอบเห็นน้องๆ ในวงคนไหนป่วย หากมีใครสักคนป่วยขึ้นมา เขาจะดูแลน้องคนนั้นอย่างดีที่สุดจนกว่าจะหายเลยทีเดียว ฉะนั้น คีบอมจึงกลัวว่าตัวเองจะเผลออ่อนไหวให้กับความใจดี อบอุ่นและสัมผัสอ่อนโยนที่อาจจะได้รับหากจินกิเป็นคนที่ต้องดูแลอาการป่วยของเขา เขากลัวว่าความรู้สึกที่เขาเพียรพยายามปิดไว้มันอาจจะถูกแสดงออกผ่านสองตาและส่งไปยังพี่ชายใจดีคนนี้และจับความรู้สึกของคีบอมได้

 

                จินกิคุดคู้พลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียงของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เขาใช้มือหนึ่งปิดปากหาวอีกมือหนึ่งขยี้ตา และบิดขี้เกียจคลายความง่วงงุนและเมื่อยล้าอีกเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ายู่ๆ บวมๆ ไปทางเจ้าของเสียงที่ทำให้เขาต้องตื่นแต่เช้าแบบนี้

               

“พี่ตื่นมาทำไม ผมไม่ได้ปลุกพี่เสียหน่อย พี่นอนต่อเถอะ” คีบอมพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคีบอมไม่อยากให้พี่จินกิรู้ว่าเขากำลังป่วย

               

“ทุกทีเดินไปปลุกนี่ ทำไมวันนี้ต้องตะโกนด้วยล่ะ” จินกิถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ เพราะทุกวันคีบอมจะลุกไปปลุกแทมินที่เตียงเบาๆ ไม่ใช่ตะโกนข้ามตัวเขาไปเช่นวันนี้

               

“ก็วันนี้ผมแค่ขี้เกียจลุก ไม่มีอะไรหรอก พี่นอนเถอะ” คีบอมยังคงพยายามไล่ให้พี่ชายของเขากลับลงไปนอนเหมือนเดิม แต่จินกิกลับทำตรงข้ามนั่นคือหันไปอีกทางเพื่อปลุกน้องเล็กที่เช้านี้จำต้องไปโรงเรียน

 

“แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก”

 

ยังไม่ทันจะปลุกแทมินให้ตื่นดี จินกิก็ได้ยินเสียงไอค่อกแค่กของน้องชายอีกคน จินกิหันไปมองเจ้าของเสียงไอที่ตอนนี้นอนเอาผ้าห่มคลุมโปงเอาไว้ ส่ายหน้าน้อยๆ กับความดื้อของเด็กคนนั้น

 

“ไม่สบายทำไมไม่บอก” จินกิดุน้องชาย น้ำเสียงขี้เล่นเช่นทุกทีเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจังจนคีบอมไม่กล้ามองหน้าเขา

 

“...” ไม่มีสัญญาณตอบรับจากคีบอม

 

“แทมิน ตื่นไปอาบน้ำได้แล้ว เช้านี้กินนมกับขนมปังปิ้งก็พอนะ คีบอมมันไม่สบาย” จินกิบอกน้องชายคนเล็กเรื่องอาหารเช้าหลังจากปลุกเขาตื่นนอนได้สำเร็จ

 

“พี่คีย์ไม่สบายเหรอครับ ถึงว่าวันนี้เขาไม่มาปลุกผม” แทมินพูดพร้อมกับขยี้ตายุกยิก จากนั้นจึงเดินไปฉวยผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่กับราวข้างห้องน้ำ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เดินไปเข้าห้องน้ำ จินกิเอ่ยขึ้นว่า

 

“ไปปลุกพี่มินโฮให้พี่หน่อยได้มั้ยแทมิน พี่จะไปหายามาให้คีบอม”

 

แทมินพยักหน้าพร้อมกับหาวปากกว้างแล้วจึงออกจากห้องไปเพื่อไปยังห้องนอนอีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดกัน

 

จินกิหันมาเผชิญหน้ากับน้องชายอีกคนที่ตอนนี้ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มมิดชิด เขาลุกจากเตียงของตัวเองและทรุดกายลงนั่งเบียดกับคนป่วย จินกิเอื้อมมือไปหมายดึงผ้าห่มออกแต่คนป่วยกลับยึดมันไว้แน่น

 

“อย่าดื้อ!

 

จินกิเอ่ยเสียงดุ และได้ผล คนป่วยยอมปล่อยให้พี่ชายดึงผ้าห่มออก นั่นเผยให้เห็นใบหน้าเซียวแต่แดงเรื่อเพราะ

พิษไข้ จินกิอังมือป้อมๆ ของเขาไปบนหน้าผากโหนกนูนของคีบอม ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่สูงกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกายไม่น้อย ต่ำๆ ก็น่าจะสักสามสิบเก้าองศาได้ล่ะ ถ้าเขาประมาณไม่ผิด

 

“มีไข้อีกต่างหาก เพราะตากฝนเมื่อวานใช่มั้ยเนี่ย แต่พี่ก็เห็นแกกินยาแล้วไม่ใช่เหรอ”

 

คีบอมพยักหน้าน้อยๆ อย่าว่าแต่พี่จินกิเลยที่งงว่าเขายังป่วยได้ยังไงทั้งๆ ที่จัดการกับตัวเองเป็นอย่างดี เขาเองก็งงไม่ต่างกัน

 

“นอนนี่นะ เดี๋ยวพี่ไปเอายากับผ้ามาเช็ดตัวให้”

 

หลังจากจินกิผลุบออกจากห้องไปหายาและผ้ามาเช็ดตัวให้เขา คีบอมจึงได้กลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้พี่จินกิของเขารู้เลยว่าเขาป่วย เขาตั้งใจไว้ว่าหลังจากปลุกแทมินและมินโฮแล้วเขาจะหายาทานแล้วกลับมานอนต่อ พอพี่จินกิตื่นเขาก็คงจะดีขึ้นและดูไม่ต่างจากคนปกติ แต่ร่างกายเจ้ากรรมกลับไม่เอื้ออำนวยให้เขาได้ทำดังใจคิดเลย เพราะมันหนักอึ้งจนเขาลุกไม่ขึ้น และที่แย่ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้พี่จินกิรู้แล้วว่าเขาป่วย...

 

เจ้าไวรัสบ้า!

 

คีบอมได้แต่ก่นด่าสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่ในใจ เพราะมันแท้ๆ ทำให้เขากำลังแย่ ทำไมถึงแย่นะหรือ? เพราะวันนี้พี่จินกิจะไม่ปล่อยให้เขาได้อยู่คนเดียวเลยทั้งวันน่ะสิ ถ้าไข้เขาไม่ลด พี่จินกิก็จะยังคงเฝ้าเขาไม่ไปไหนแน่ เขารู้ดี

 

แล้วเขาจะทำอย่างไรล่ะ ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใกล้ชิดเกินจำเป็นกับพี่จินกิมาตลอด แต่วันนี้เพียงวันเดียว เพียงเพราะอาการป่วยของเขา กลับทำให้เขากับพี่จินกิต้องมาใกล้ชิดกันเกินจำเป็นอย่างช่วยไม่ได้

 

ถ้าเพียงแต่เขาจะพยายามฝืนตัวเองลุกไปปลุกแทมินเงียบๆ เช่นทุกครั้ง เรื่องคงไม่ออกมาแบบนี้...

 

เป็นความผิดของเขาอีกแล้ว ถ้าวันนี้เกิดพี่จินกิจับความรู้สึกของเขาได้ เขาจะโทษใครไม่ได้เลยจริงๆ

 

คนเราเวลาป่วย สมองมักทำงานช้าลง ควบคุมสติของตัวเองได้ยากขึ้น แล้วเขาจะทำอย่างไร เขาจะควบคุมทั้งสติและอารมณ์ของตัวเองให้อยู่กับร่องกับรอย ไม่เผลอหวั่นไหวกับสัมผัสอ่อนโยน รอยยิ้มใจดี อบอุ่นของพี่จินกิได้หรือ คีบอมไม่อยากจะคิดจริงๆ ว่าสถานการณ์ของเขาจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้

 

“ถ้ามันฝืนยากนัก แล้วทำไมไม่ลองตามใจตัวเองสักวันล่ะ...?” จู่ๆ ด้านชั่วร้ายในตัวเขาก็บอกออกมาแบบนั้น

 

ว่าไงนะ ตามใจตัวเองงั้นเหรอ คีบอมส่ายหัวน้อยๆ พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะฮึๆ อยู่ในลำคอ คงเพราะเขาไม่สบายแน่ๆ ด้านมืดของจิตใจจึงฉวยโอกาสกับเขาแบบนี้

 

“โอกาสแบบนี้ไม่ได้มาบ่อยๆ นะ นายจะได้ใกล้ชิดพี่จินกิ พี่จินกิจะเป็นของนายคนเดียวทั้งวัน นายจะได้รับรอยยิ้มใจดี สัมผัสอบอุ่นจากเขาและมีแต่นายคนเดียวที่ได้ด้วยนะ ไม่สนใจเหรอ”

 

เสียงความคิดชั่วร้ายของเขายังดงดังอย่างต่อเนื่อง แต่คีบอมก็ยังพยายามทำใจแข็งทั้งๆ ที่หัวใจของเขาพร้อมจะโอนอ่อนผ่อนตามความคิดของตัวเองอยู่รอมร่อ แต่เขาต้องห้ามตัวเองให้ได้ การป่วยทำให้ร่างกายและจิตใจยากต่อการควบคุม พี่จินกิอาจรู้ความรู้สึกของเขาได้ทุกเมื่อ ฉะนั้นคิมคีบอมจึงได้แต่บอกตัวเองให้ใจแข็ง อดทนเข้าไว้

 

“วันเดียวเอง คีบอม...”

 

แค่คำนี้คำเดียวเลยจริงๆ แค่วันเดียวที่ทำให้คีบอมใจอ่อนให้กับตัวเอง เขาตกลงกับตัวเองว่าขอวันนี้อีกวันที่เขาจะขอใกล้ชิดกับพี่จินกิเพื่อตักตวงให้กับตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อหายป่วยเมื่อไหร่เขาจะกลับไปเป็นคีบอมที่เข้มแข็งเหมือนเดิม แค่วันนี้วันเดียวที่เขาจะออดอ้อนให้พี่จินกิเอาใจเขา ดูแลเขา ปรณนิบัติเขา อยู่กับเขาคนเดียว แค่วันนี้วันเดียวจริงๆ

 

คีบอมเพียรบอกตัวเองว่าที่เขาเป็นแบบนี้เพราะอาการป่วยของเขาที่ทำให้เขายอมตกลงปลงใจกับความคิดชั่วร้ายนั้นของตัวเองอย่างง่ายดาย เขาให้เหตุผลกับตัวเองว่า วันนี้เขาอ่อนแอเกินไปที่จะต่อต้านความคิดชั่วร้ายนั้น (โธ่เอ้ย อยากอ้อนพี่จินกิก็บอกมาเถอะคีบอม : คนเขียน)

 

จินกิกลับมาในอีกห้านาทีต่อมา ในมือหนึ่งถืออ่างน้ำใบย่อมที่มีผ้าขนหนูผืนบางแช่อยู่ ส่วนอีกมือหนึ่งถือถาดใบเล็กที่มียาและแก้วน้ำวางอยู่ จินกิวางของทั้งสองอย่างในมือไว้บนเตียงของตน และลงนั่งเบียดกับคนป่วยอีกครั้ง จินกิช่วยพยุงคนป่วยให้ลุกขึ้นนั่งเพื่อให้ทานยาได้สะดวก

 

จินกิหยิบยาเม็ดกลมสีขาวสองเม็ดยื่นให้คีบอมพร้อมรอยยิ้ม รอยยิ้มแรกของวันที่คีบอมได้รับ นั่นทำให้ปรอทความสุขของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งขีด

 

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าวันนี้จะอ้อนพี่ชายคนนี้ให้เต็มที่ เขาต้องเริ่มจากทำให้พี่ชายหายโกรธก่อน ฉะนั้นแทนที่เขาจะยื่นมือไปรับยา คีบอมกลับส่งเสียงผ่านลำคอแห้งผากออกไปว่า

 

“ป้อนหน่อย อา~

 

ได้ผล เพราะจินกิส่ายหน้าและยิ้มน้อยๆ ให้กับความขี้อ้อนของเขา แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธคำขอแกมอ้อนน้อยๆ นั้น จินกิส่งยาเข้าปากคีบอมที่อ้ารออยู่ ตามด้วยยกแก้วน้ำขึ้นจรดริมฝีปากบางนั้น แต่เขารู้สึกว่ายังไม่ครบเซ็ท จึงใช้มืออุ่นๆ ของเขาลูกหัวของน้องชายเบาๆ และเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้ม

 

“คีบอมของพี่เก่งมาก ^Ñ^

 

ถ้าถามว่าใครขี้อ้อนที่สุดในสามโลก คำตอบคงหนีไม่พ้นคิมคีบอม น้องชายตัวน้อยของเขาคนนี้ ดูสิ ตะกี้ยังทำท่าปั้นปึ่งใส่จนทำให้เขาโมโหอยู่เลย ตอนนี้กลับมาอ้อนเขาได้เหมือนเดิมแล้ว และนอกจากจะขี้อ้อนแล้ว ยังเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจตามประสาลูกคนเดียว (ผมก็ลูกคนเดียวนะ อย่าเหมารวมว่าลูกคนเดียวต้องเอาแต่ใจหมดสิ นิสัยนี้มันของเจ้าคีบอมคนเดียวเหอะ : จินกิ) เชื่อขนมกินได้เลยว่า ถ้าเขาไม่เป็นคนส่งยาเข้าปากให้ พ่อเจ้าประคุณไม่ยอมกินยาเด็ดขาด

 

ส่วนคีบอม คำพูดนั้นเรียกร้อยยิ้มกว้างจนตายิบหยีจากคีบอมได้เป็นอย่างดี ถึงมันจะดูเนือยๆ ตามประสาคนป่วย ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าพี่ชายของเขาประชด แต่ตอนที่ได้ยินคำว่า คีบอมของพี่ผนวกกับสัมผัสอบอุ่นและรอยยิ้มอ่อนโยนจากพี่ชายคนนี้ มันกลับทำให้เขารู้สึกเต็มตื้น อบอุ่นไปทั้งหัวใจ จนเขาไม่สนอีกแล้วว่ามันเป็นคำโกหกหรือเปล่าและด้วยคำพูดอ่อนโยนประโยคนั้น ทำให้ปรอทความสุขของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสองขีดแล้วตอนนี้

 

ในช่วงเวลาแบบนี้ ใครจะหาว่าคิมคีบอมคนนี้สตอเบอแหลยังไงก็ช่าง เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าวันนี้เขาจะทำอะไร เขาจะอาศัยจุดเด่น (เหรอ : คนเขียน) ของเขาซึ่งก็คือความขี้อ้อนและเอาแต่ใจนี่แหละเป็นตัวช่วยในการออดอ้อนพี่จินกิ (เข้าขั้นโรคจิตแล้ว นางเอกฉัน -*- : คนเขียน) เพราะพี่จินกิคงไม่ทันเอะใจว่าที่เขาอ้อนไปนั้นมันเป็นสิ่งพิเศษที่ผิดปกติ เนื่องจาก หนึ่ง เพราะปกติเขาก็อ้อนและเอาแต่ใจเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว แต่ก็ใช่ว่าเขาจะออดอ้อนออเซาะฉอเลาะขอให้พี่จินกิทำอะไรให้เขาแบบนี้ได้ทุกวันเสียเมื่อไหร่ เพราะพี่จินกิเองก็มีมุมส่วนตัวที่เป็นผู้ใหญ่นิดๆ ของเขาเหมือนกัน ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่ยอมตามใจคนอย่างคิมคีบอมคนนี้ทุกเรื่อง และสอง เป็นธรรมชาติของคนป่วยที่มักชอบทำตัวเป็นเด็กขี้อ้อนไม่ใช่หรือ ฉะนั้นสิ่งที่เขาทำในเวลานี้ ไม่ผิดวิสัยที่คนป่วยตัวน้อยๆ ผู้ซึ่งแอบหลงรักคุณหมอจำเป็นพึงกระทำเลยสักนิด

 

ไวรัสไข้หวัดนี่ก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย ขอบใจนะที่ทำให้คิมคีบอมคนนี้ป่วย รักเธอ เจ้าไวรัส

 

“คีบอมเป็นไงบ้าง” มินโฮที่ตอนนี้อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย สะพายกระเป๋าเป้สีน้ำตาลคู่ใจมาทรุดนั่งที่ขอบเตียงฝั่งตรงข้ามกับพี่จินกิเพื่อถามไถ่อาการของเขา

 

“ก็ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ปกตินี่แหละ... มั้ง”

 

“แน่ใจนะว่าไม่ใช่ไข้หวัดหมูน่ะ” มินโฮถามย้ำ

 

“แล้วถ้ามันใช่ฉันจะรู้ได้ไงวะ ไม่ใช่หมอนะเว้ย” คีบอมเถียงออกไปแม้สังขารจะไม่อำนวย

 

“พี่จินกิ ตอนที่พี่เป็นไข้หวัดหมู อาการมันเป็นไงมั่งอ่ะ” มินโฮคร้านจะต่อกรกับเพื่อน เพราะเห็นว่าตอนนี้มันป่วยอยู่ จึงหันไปถามพี่ชายผู้เคยผ่านประสบการณ์การป่วยด้วยโรคไข้หวัดหมูมาแล้ว

 

“ก็ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้... มั้ง” ผู้เคยมีประสบการณ์เองก็ยังลังเลเหมือนกัน

 

“พี่... -*-“ มินโฮสีหน้าปลงสุดๆ ได้แต่ภาวนาในใจหวังให้คีบอมอย่าได้ป่วยเป็นไข้หวัดหมูเลย

 

พระเจ้าคุ้มครองนะ คีบอมเอ๋ย...

 

“พี่คีย์ เป็นไงบ้าง” น้องเล็กสุดเดินตามเข้ามาอีกคนเพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของเขาเช่นกัน ตอนนี้หนุ่มน้อยอยู่ในชุดนักเรียนเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับกระเป๋าสีดำใบเขื่องสะพายติดหลัง

 

“ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้...” แต่เสียงที่ตอบกลับมา หาได้มีแต่เสียงคิมคีบอมคนเดียวไม่ แต่ได้คอรัสชั้นดีจากทั้งมินโฮและพี่จินกิร่วมด้วย ทำให้ทั้งสี่คนต้องหัวเราะออกมา

 

“พี่จินกิ พี่ลืมอะไรไปรึเปล่า”

 

คีบอมเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้ว่านอกจากถาดยากับแก้วน้ำแล้ว พี่ชายสุดที่รักของเขายังนำอีกสิ่งหนึ่งเข้ามาด้วย นั่นคือ อ่างน้ำใบย่อมพร้อมด้วยผ้าขนหนูผืนบางแช่อยู่

 

“หา ลืมอะไร?  =_=

 

“แล้วพี่เอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาทำไมล่ะ” คีบอมตอบด้วยสีหน้าเซ็งๆ พี่ชายเขาเต็มหรือเปล่าเนี่ย

 

“อ๋ออออ~

 

ว่าแล้วก็ตั้งท่าจะไปคว้าผ้าขนหนูในอ่างขึ้นมาบิดเพื่อจะเช็ดตัวให้คนป่วย แต่ยังไม่ทันที่มือจะได้แตะผ้าขนหนู น้องเล็กแทมินก็ปาดหน้ามาคว้าไปบิดเสียก่อน จินกิได้แต่มองตามแต่ก็ไม่ได้ท้วงอะไร แต่ตอนนี้เชื่อขนมกินได้เลยว่ามีคนๆ หนึ่งอยากกรีดร้องออกมาเต็มทน เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

 

ทำไงดี ทำไงดี ทำไงดี... คิมคีบอมใช้สติอันน้อยนิดของเขาคิดหาทางปัดก้างขวางคอพวกนี้ให้พ้นทาง

 

ปิ๊ง!

 

“แทมิน อย่าเลย เดี๋ยวสายนะ มินโฮ แกรีบพาแทมินไปโรงเรียนได้แล้วไป๊!

 

มินโฮยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูก็พบว่าสายแล้วดังที่คีบอมพูดจริงๆ เขาคว้าผ้าขนหนูบิดหมาดในมือแทมินโยนให้พี่จินกิ

 

“พี่ทำต่อเอง ไปแทมิน ไปโรงเรียนได้แล้ว” ว่าแล้วก็ลากแขนน้องชายออกไป แทมินเองก็ไม่วายหันมาโบกมือให้คีย์ออมม่าของเขาพร้อมกับอวยพรให้หายไข้เร็วๆ

 

ฮึๆ ก้างหายไปแล้วสองชิ้น พี่จินกิ มาเช็ดตัวให้น้องเสียดีๆ คิคิ ^^

 

ดังนั้นหน้าที่เช็ดตัวเพื่อลดไข้ให้คีบอมจึงกลับมาเป็นของจินกิอีกครั้ง เขาหยิบผ้าขนหนูบนตักที่แทมินเพิ่งโยนให้เมื่อครู่ขึ้นมาพับและเริ่มต้นเช็ดจากใบหน้าเรียวนั้นเป็นอันดับแรก ทันทีที่มือที่ถือผ้าขนหนูของจินกิสัมผัสใบหน้าของเขา คีบอมรู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองใจเต้นแรง เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่ามันจะเต้นแรงและดังมากจนคนข้างกายได้ยิน ไม่เพียงแค่นั้น คีบอมยังรู้สึกว่าใบหน้าของเขานั้นอุ่นจนร้อน ไม่ใช่เพราะพิษไข้ แต่เป็นเพราะสัมผัสของคนข้างๆ ต่างหาก แต่โชคดีอยู่หน่อยตรงที่ว่าวันนี้คีบอมเป็นไข้ ทำให้จินกิไม่คิดว่าเขาจะหน้าแดงเพราะสาเหตุอื่นใดนอกจากพิษไข้

 

หลังจากไล้ผ้าขนหนูผืนบางจนทั่วใบหน้า จินกิจึงเช็ดบริเวณลำคอและตามด้วยแขนทั้งสองข้าง คีบอมลอบมองเสี้ยวหน้าของพี่ชายที่ตอนนี้กำลังเช็ดแขนข้างหนึ่งของเขาอย่างเบามือ คีบอมไม่กล้ามองหน้าจินกิตรงๆ เพราะแค่นี้ใจเขาก็เต้นแรงมากเกินควบคุมเกินไปแล้ว แต่ทันใดนั้น คำพูดของจินกิก็ทำให้หัวใจของเขาแทบหลุดออกมานอกอก

 

“ถอดเสื้อดิ๊” จู่ๆ พี่จินกิของเขาก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เขารู้ว่าไม่ได้มีความหมายอะไรนอกจากพี่จินกิต้องการเช็ดตัวให้เขาเท่านั้น แต่... ง่า... ถอดเสื้อต่อหน้าพี่จินกิเนี่ยนะ... จะดีเหรอ...

 

เมื่อเห็นว่าน้องชายไม่ขยับเขยื้อนจินกิจึงเอ่ยย้ำอีกครั้งเพื่อให้คีบอมทำตามที่เขาสั่ง แต่คีบอมก็ยังนอนนิ่งไม่ไหวติงจนเขาเริ่มรำคาญ

 

ไอ้เด็กคนนี้จะอะไรนักหนา แค่ให้ถอดเสื้อเนี่ย แล้วทำไมเช็ดตัวไปแล้วหน้ามันยังแดงอยู่ล่ะนั่น ต้องรีบเช็ดตัวให้เสร็จๆ แล้วมันจะได้นอนพัก ไข้จะได้ลด

 

“แกจะถอดเองดีๆ หรือจะให้พี่ถอดให้” จินกิยื่นคำขาดพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด และส่งสายตาเพื่อเป็นการบอกว่าเขาไม่ได้พูดเล่น นั่นทำให้คีบอมยิ่งหน้าเหวอหนักกว่าเดิม

 

“แต่ผมว่าเช็ดแค่นี้ก็พอแล้วมั้งพี่ ไม่ต้องเช็ดตัวหรอก เดี๋ยวผมนอนเลยก็ได้ กินยาไปแล้ว เดี๋ยวไข้ก็ลดเองแหละ” คีบอมยังพยายามต่อรอง

 

“อย่าดื้อ!

 

จบข่าว เขาล่ะเกลียดคำนี้ของพี่จินกิจริงๆ เพราะทุกครั้งที่เอ่ยคำนี้ออกมานั่นหมายถึงพี่จินกิกำลังโกรธ แล้วมีหรือคนอย่างคีบอมจะอยากทำให้พี่จินกิของเขาโกรธ ฉะนั้นสิ่งเดียวที่คีบอมทำได้ก็คือค่อยๆ ถอดเสื้อยืดสีขาวตัวบางที่สวมอยู่ช้าๆ เผยให้เห็นผิวขาวอมชมพูที่ซ่อนอยู่

 

ยกที่สอง จินกิชนะ

 

จินกิจุ่มผ้าขนหนูที่เริ่มอุ่นผืนนั้นลงน้ำอีกครั้งเพื่อลดอุณหภูมิของผ้าก่อนหันมาเริ่มเช็ดตัวให้คนป่วย จินกิไล้ผ้าผืนบางตั้งแต่บริเวณลำคอของคนป่วยเรื่อยไปตามไหล่บางและหน้าอก เขารู้สึกได้ว่าคนป่วยกำลังเขิน นั่นทำให้เขายิ้มขำและอยากจะแกล้งเจ้าน้องชายจอมดื้อของเขาต่ออีกสักหน่อย

 

“เขินเหรอ”

 

“เฮอะ ฮาๆๆๆๆ” คีบอมส่งเสียงหัวเราะที่แม้แต่เด็กป.1 ยังฟังออกว่าเสแสร้งเต็มที่ “ทำไมผมต้องเขินด้วย พี่ก็ผู้ชาย ผมก็ผู้ชาย แล้วผมก็น้องพี่ พี่เช็ดตัวให้แค่นี้ทำไมผมต้องเขินด้วย” จินกิถามสองคำ คีบอมร่ายยาวพอๆ กับระยะทางจากไปกลับโซล อินชอน

 

“แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วย”

 

“หน้าแดง?! ผมเนี่ยนะ พี่ลืมอะไรไปรึเปล่า ผมเป็นไข้นะพี่ คนเป็นไข้ ตัวร้อน หน้าแดงผิดตรงไหน พี่เป็นไรมากรึเปล่าเนี่ย?” คำตอบยาวๆ ของคิมคีบอมทำให้จินกิอดยิ้มไม่ได้ เขาถามไปสั้นๆ แท้ๆ

 

“นั่นสิเนอะ ผู้ชายเหมือนกัน พี่น้องกันอีกต่างหาก ทำไมแกต้องเขินด้วยล่ะ จริงมั้ย” ไม่พูดเปล่า แต่จินกิกลับจ้องหน้าคิมคีบอมนานกว่าปกติ ด้วยสายตาและรอยยิ้มที่คีบอมไม่อาจจะเข้าใจได้ ไม่เพียงเท่านั้นมือของพี่จินกิยังหยุดอยู่ที่หน้าอกด้านซ้ายของเขาโดยที่เขาเองไม่อาจรู้เลยว่าเป็นเรื่องจงใจหรือเรื่องบังเอิญ

 

รอยยิ้มแบบนี้ กับสายตาแบบนี้ มันหมายความว่ายังไงนะ

 

แต่เขาไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง เพราะเขาไม่อยากเจ็บปวดหากคำตอบไม่ได้ออกมาในแบบที่เขาคิด เขาพยายามลบภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้ออกจากจิตใจก่อนจะแสร้งตีหน้าขรึมและปัดมือพี่จินกิออกไปจากบริเวณนั้น บริเวณที่เขาใช้สำหรับเก็บความรักลับๆ ของเขา ขืนยังนั่งนิ่งปล่อยให้พี่จินกิทาบมืออุ่นๆ ของเขาไว้ตรงนั้น ถึงจะมีผ้าขนหนูผืนบางกั้นไว้ก็เถอะ ความลับของเขาคงไม่เป็นความลับอีกต่อไปแน่ๆ เพราะตอนนี้ใจเขาเต้นแรงเหลือเกินแล้ว

 

“พอแล้วๆ ผมหนาวแล้วล่ะ แทนที่ไข้จะลด จะเป็นหนักกว่าเดิม ผมจะนอนแล้ว” พูดจบก็คว้าเสื้อยืดสีขาวตัวบางขึ้นมาสวมแล้วกระถดตัวสอดใต้ผ้าห่มเตรียมตัวจะนอนพัก เพราะเขาเริ่มรู้สึกว่าการต่อสู้กับพี่จินกิชักทำให้เขาหมดแรง บางทีเขาอาจจะคิดผิดก็ได้ที่คิดจะอ้อนพี่จินกิ เพราะสุดท้ายเขากลับถูกพี่จินกิต้อนเสียจนมุม...

 

“เดี๋ยวก่อน” ว่าแล้วพี่จินกิก็ลุกออกไปจากห้องและกลับเข้ามาในอีกสองนาทีโดยมีเสื้อกีฬาติดมือกลับมาด้วย

 

“ใส่นี่ไปอีกตัวจะได้อุ่นๆ”

 

ไม่พูดเปล่าพี่จินกิพยุงเขาขึ้นมาจากที่นอนและจัดการสวมเสื้อกีฬาตัวนั้นผ่านศีรษะของคีบอม ราวกับคุณพ่อดูแลลูกน้อยให้ใส่เสื้อผ้าไม่มีผิด จากนั้นจึงช่วยพยุงให้คนป่วยนอนกลับลงไปตามเดิมก่อนดึงผ้านวมผืนหนาห่มคลุมให้เขาถึงหน้าอก

 

“นอนซะ อีกสี่ชั่วโมงจะมาปลุกกินยา” พี่จินกิเอ่ยกับคีบอมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดในโลก พร้อมกับลูบหัวของเขาเบาๆ ถ้าเป็นยามปกติคีบอมคงวีนไปแล้วเพราะเขาไม่ชอบให้ใครมาลูบหัว แต่สำหรับตอนนี้คีบอมให้เหตุผลกับตัวเองว่าเพราะเขาป่วยหรอก เขาจึงไม่มีแรงปฏิเสธสัมผัสนั้น แต่ก็อีกเช่นกัน มีแต่คีบอมเท่านั้นที่รู้ว่านั่นคือข้อแก้ตัว เพราะจริงๆ แล้วเขาต้องการสัมผัสอบอุ่นแบบนี้ของพี่จินกิที่สุดต่างหาก และคงเพราะสัมผัสอบอุ่นนั้นกระมังที่ทำให้เขาหลับสนิทได้อย่างง่ายดาย และตอนนี้ปรอทความสุขของเขาเพิ่มขึ้นอีกสองขีดแล้ว...

 

-----

 

“พี่ทำอะไรน่ะ” เสียงคิมจงฮยอนดังขึ้นในห้องครัวเมื่อเห็นว่าพี่จินกิกำลังทำอะไรกุกกักกุกกักอยู่หน้าเตา

 

“กำลังพยายามทำให้มันเป็นโจ๊กอยู่” จินกิตอบกลับมาโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากหม้อที่ตอนนี้กำลังมีอะไรบางอย่างที่หน้าตาคล้ายๆ กับข้าวต้มเละๆ ซึ่งมีไข่และเศษหมูลอยอยู่ในนั้น

 

คำพูดนั้นทำให้คิมจงฮยอนแทบสำลักนมที่กำลังดื่มและตรงรี่มาชะโงกหน้ามองสิ่งที่อยู่ในหม้อทันที

 

“พระเจ้าช่วยกล้วยทอด พี่จินกิเนี่ยนะทำกับข้าว???!!! ร้อยวันพันปีผมไม่เคยเห็นพี่จับกะทะหรือตะหลิวสักหน วันนี้พายุทอร์นาโดถล่มเกาหลีแน่ๆ”

 

“ถ้าพี่ไม่ทำ หรือแกจะทำล่ะ”

 

“อ้าว ทำไมต้องเป็นเราสองคนที่ทำด้วยล่ะ ในเมื่อเรามีคีย์ออมม่าอยู่ทั้งคนนะพี่ อย่าได้แคร์เรื่องกับข้าว”

 

“ฮึ ขืนมัวแต่รอคีย์ออมม่าอย่างแกว่า วันนี้คงได้อดตายพอดี”

 

“ทำไมล่ะ” จงฮยอนถามพร้อมส่งสายตาหมางงไปให้

 

“คีบอมมันไม่สบาย พี่เพิ่งเช็ดตัวป้อนยาให้มันเสร็จตะกี้ แล้วคิดได้ว่าควรหาไรให้มันกินก่อนกินยาครั้งต่อไป เลยพยายามมาต้มโจ๊กให้มันนี่แหละ”

 

“หา?!

 

“เสียงดังเพื่อ? มันไม่ได้เป็นไรมากหรอกมั้ง พี่ว่า คงแค่เป็นไข้เพราะเมื่อวานตากฝนมาแค่นั้นแหละ กินยานอนพักเดี๋ยวก็หาย คงไม่ได้เป็นไข้หวัดหมูหรอกเพราะก็ไม่ได้ไปติดหวัดใครมาซะหน่อย”

 

อีจินกิร่ายยาวเพราะคิดว่าที่จงฮยอนตกอกตกใจที่รู้ว่าคีบอมป่วยเป็นไข้หวัด เพราะทั้งจงฮยอนและจินกิต่างก็เคยเป็นไข้หวัดหมูมาแล้วทั้งสองคน จงฮยอนอาจจะกลัวว่าน้องชายจะเป็นไปด้วยอีกคน แต่เปล่าเลย เพราะสิ่งที่ทำให้จงฮยอนตกใจจนต้องร้องออกมากลับเป็น

 

“พี่เช็ดตัวให้คีบอมมันด้วยเหรอ ป้อนยาด้วย ป้อนแบบใส่ปากให้อ่ะนะ?! ทีตอนผมป่วยพี่ไม่เห็นเช็ดตัวให้ผมหรือป้อนยาผมเลยนะ”

 

จินกิเองก็อึ้งไปกับคำพูดของจงฮยอนเล็กน้อย แต่เขาปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

 

“แต่พี่ก็อยู่เฝ้าไข้แกจนต้องติดหวัดแกมาด้วยไม่ใช่หรือไง แถมเป็นนานกว่าแกตั้งเยอะ”

 

คำตอบนั้นหาได้ทำให้จงฮยอนพอใจไม่ เพราะเขาคิดว่ามันประหลาดๆ ที่พี่จินกิจะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำกับน้องคนใดคนหนึ่ง จริงอยู่ที่เมื่อใดก็ตามที่ใครในวงป่วย พี่จินกิจะดูแลจนถึงที่สุด แต่ไม่ใช่การเช็ดตัวหรือป้อนยา หรือแม้กระทั่งทำโจ๊กให้แน่ๆ อย่างมากที่สุดพี่จินกิก็คนนี้ก็จะแค่จัดยาให้ คอยนั่งเฝ้าจนกว่าน้องจะหลับไป แค่นั้น

 

แต่จงฮยอนก็ไม่อยากคิดอะไรให้มากไปกว่านี้ เพราะมันก็จริงอย่างที่พี่จินกิว่า ถ้าพี่จินกิไม่ทำ แล้วให้เขาทำแทนก็ใช่ที่ ไม่ใช่งานถนัดของคิมจงฮยอนสักนิดเรื่องการดูแลปรณนิบัติคนไข้เนี่ย ยิ่งเรื่องทำกับข้าวไม่ต้องพูดถึง ขีดความสามารถเท่ากับศูนย์หรืออาจจะติดลบด้วยซ้ำ

 

อีกอย่าง... เขาไม่คิดว่าสองคนนี้จะมีอะไรพิเศษต่อกันหรอก ในเมื่อทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน และที่สำคัญ... พวกเขาทั้งสองคนเป็นผู้ชาย...

 

คิดได้ดังนั้น จงฮยอนจึงเลิกอาการสงสัยทั้งปวงและเดินเข้าไปในห้องนอนของคีบอมเพื่อไปดูอาการของน้องชาย ทิ้งจินกิให้ยืนถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่กับหม้อต้มโจ๊กเพียงลำพัง

 

-----

 

วันนี้คิมคีบอมมีความสุขมาก ถึงจะแอบวูบไหวเสียใจไปกับคำพูดของพี่จินกิที่ว่าเป็นแค่พี่น้องกันไปบ้าง แต่รวมๆ แล้ววันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันดีของเขา

 

ตั้งแต่เช้า พี่จินกิป้อนยาให้เขา และเช็ดตัวให้เขา

 

พอตอนเที่ยง พี่จินกิป้อนข้าวให้เขา ป้อนยาให้เขา และเช็ดตัวให้เขาอีกหนึ่งรอบเมื่อเห็นว่าเขายังตัวรุมๆ อยู่ แม้เขาจะเพียรพยายามปฏิเสธแค่ไหนพี่จินกิก็ไม่ยอม ยืนกรานจะลดไข้ให้เขาให้ได้ โดยหารู้ไม่ว่าการที่ต้องถอดเสื้อให้พี่จินกิเช็ดตัวให้นั่นแหละ ยิ่งจะทำให้เขาไข้ขึ้น

 

ตอนนี้เป็นเวลาเย็น ทั้งมินโฮและแทมินเลิกเรียนแล้ว ตอนนี้ทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันอยู่ที่โต๊ะกินข้าว แต่ไม่ใช่โต๊ะกินข้าวในห้องครัวแต่อย่างใด เป็นโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กที่ขนกันเข้ามานั่งทานในห้องนอนของคีบอมตามข้อเสนอของน้องเล็กแทมินที่บอกว่า พี่คีย์ป่วย อย่าเพิ่งให้เขาลุกออกมาเดินเลย ฉะนั้นตอนนี้สภาพในห้องนอนก็คือ คีบอมกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงอยู่ มีพี่จินกินั่งอยู่ข้างๆ คอยป้อนข้าว ส่วนอีกสามหนุ่มล้อมวงกันนั่งกินจาจังมยอนที่เพิ่งโทร.สั่งมาเพราะวันนี้เชฟคีย์ป่วย จึงไม่มีใครทำอาหารให้ทาน

 

“พี่จินกิ พี่ไปกินข้าวเถอะ ผมมีแรงกินเองได้แล้วนะ” คีบอมเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าสามศรีพี่น้องกำลังคุยกันอย่างออกรสเรื่องอะไรเขาก็ไม่อาจทราบได้ เพราะสามคนนั้นเปลี่ยนเรื่องกันรวดเร็วเหลือเกินจนเขาขี้เกียจจะฟังตาม

 

“ทำไม เขินเหรอ”

 

เอาอีกแล้ว ถามเขาแบบนี้อีกแล้ว จะให้ตอบได้ยังไงว่าเขิน เกิดอีกสามคนนั้นได้ยินขึ้นมา เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

 

“เปล่า ก็ผมเห็นว่าพี่ยังไม่ได้กินอะไรเลย เอาแต่นั่งป้อนไอ้สิ่งที่พี่เรียกว่าโจ๊กให้ผมเนี่ย” คีบอมจึงให้เหตุผลเขาไปเช่นนี้

 

“ก็พี่อยากป้อน หรือแกไม่อยากให้พี่ป้อน”

 

มาอีกแล้ว สายตากับรอยยิ้มแบบนี้ มันหมายความว่ายังไงนะ พี่เลิกทำหน้าแบบนี้กับผมสักทีได้มั้ย

 

“อือ ไม่อยากแล้ว เดี๋ยวเป็นง่อย เอามา ผมกินเองได้ พี่ไปกินข้าวเถอะ” ว่าแล้วคีบอมก็จบการสนทนาด้วยการคว้าชามโจ๊กในมือของจินกิไปตักทานเองโดยไม่ยอมให้พี่ชายเอ่ยขัด เท่านั้นจินกิจึงจำเป็นต้องไปนั่งรวมกลุ่มกับน้องๆ อีกสามคนเพื่อทานจาจังมยอนในส่วนของตัวเอง

 

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มและทั้งห้าหนุ่มอิ่มกับอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว ทั้งสี่หนุ่มช่วยกันเก็บข้าวของและทำความสะอาดห้องนอน จากนั้นแทมินจึงนำเสปรย์ดับกลิ่นมาฉีดเพื่อไล่กลิ่นอาหารที่ตอนนี้ตลบอบอวลไปทั่วห้อง ตอนนี้แม้คีบอมจะยังไม่หายจากอาการป่วยเท่าไหร่ แต่โชคดีที่ไข้เขาลดแล้ว ไม่งั้นพี่จินกิต้องดื้อจะเช็ดตัวให้เขาเป็นรอบที่สามของวันแน่ๆ แต่ถึงเขาจะป่วย หน้าที่คีย์ออมม่าของเขาต่อแทมินก็ไม่มีวันหยุดพัก เขายังคงสั่งให้แทมินไปอาบน้ำ และทำการบ้านอ่านหนังสือเช่นทุกวัน

 

ขณะนี้เป็นเวลาห้าทุ่ม คีบอมกำลังทำในสิ่งที่ตัวเองมักทำทุกครั้งยามที่เขามีความทรงจำที่อยากเก็บไว้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย นั่นก็คือเขียนไดอารี่

 

สวัสดี คุณไดอารี่...

 

วันนี้ผมป่วย ตอนแรกผมตั้งใจจะปิดมันไว้เป็นความลับ

เพราะไม่อยากใกล้ชิดกับพี่จินกิเกินจำเป็น

แต่สุดท้ายผมก็แพ้ภาคปิศาจในใจตัวเอง

และยอมรับการดูแลจากพี่จินกิจนได้

แต่ผมไม่เสียใจในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจเลย

เพราะวันนี้ผมมีความสุขมาก มากเสียจนผมไม่อยากหายป่วยเลยล่ะ

(แต่ขอไม่มีไข้แล้วนะ เพราะผมเริ่มกลัวที่พี่จินกิเช็ดตัวให้แล้วล่ะ -*-)

แต่ในเรื่องดีๆ ของวันนี้ก็มีเรื่องน่าเสียใจอีกแล้ว

ไม่รู้ว่าเพราะผมป่วย และพี่จินกิอยากเอาใจคนป่วยอย่างผม

จึงส่งรอยยิ้มและสายตาประหลาดๆ แบบที่ผมไม่เข้าใจมาให้บ่อยๆ

ผมอยากคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ผมกลัวเหลือเกิน

เพราะถ้ามันเป็นแค่การอยากเอาใจคนป่วยของพี่จินกิ

ผมคงเจ็บปวดไม่น้อยเลย...

ผมอยากจะถามเขาว่าสายตาและรอยยิ้มแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง

แต่เพราะคำพูดของเขาที่มาพร้อมกับรอยยิ้มและสายตานั้นกลับเป็น

“ผู้ชายเหมือนกัน พี่น้องกัน แกจะเขินทำไม จริงมั้ย”

นั่นทำให้ผมไม่กล้า

เพราะพี่จินกิก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า

เราสองคนเป็นพี่น้องกัน

นั่นก็เท่ากับการบอกให้ผมเลิกคิดในสิ่งที่ตัวเองกำลังคิดสินะ...

แต่ผมทำไม่ได้จริงๆ

ในเมื่อผมรักพี่จินกิไปแล้ว จะให้ผมเลิกคิดแบบนั้นง่ายๆ ได้ยังไง

ยิ่งที่วันนี้พี่จินกิทำดีกับผมแบบนี้

ความรู้สึกของผมมีแต่จะเพิ่มขึ้นสิไม่ว่า

 

P.S. คิมคีบอมคนโง่ © พี่จินกิเสมอ...

 

-----

 

คิมคีบอมยังคงลงท้ายไดอารี่ของเขาเช่นที่เคยทำทุกครั้ง เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงจัดการเก็บขุมสมบัติยัดไว้ใต้หมอนเช่นเดิม เมื่อจัดการกับธุระของตัวเองเสร็จเรียบร้อย จึงได้พบว่าตอนนี้แทมินที่ตอนแรกตั้งใจอ่านหนังสือเป็นอย่างดีเพราะมีเขาคอยจับตามองและกระแอมปลุกเป็นระยะๆ ตอนนี้กลายสภาพมาเป็นหนังสืออ่านคนไปโดยปริยายเพราะเขามัวแต่ก้มหน้าก้มตาจมอยู่กับคุณไดอารี่ของเขาจนลืมน้องชายคนเล็กไปเสียสนิท

 

คีบอมกำลังจะปลุกแทมินก็พอดีกับที่พี่จินกิกลับเข้ามาในห้องพร้อมยาและน้ำสำหรับคีบอม เมื่อพี่จินกิเห็นแทมินฟุบหลับอยู่กับโต๊ะ จึงเดินเข้าไปปลุกให้เขาลุกไปนอนบนเตียงและแทมินก็ว่าง่ายเหลือเกินจนพี่จินกิอดหมั่นไส้ไม่ได้ เพราะทันทีที่หัวถึงหมอนเสียงกรนเบาๆ ก็ลอยแว่วมาตามลมให้ได้ยินกันทั้งสองคน

 

เมื่อจัดการพาน้องเล็กเข้านอนเรียบร้อย ตอนนี้ก็เป็นตาของเขา พี่จินกิเดินมาหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงเขาดังเช่นที่ทำมาทั้งวัน แต่คราวนี้ไม่ต้องให้เขาขอ เพราะตอนนี้ยาสองเม็ดมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากเขาเรียบร้อย คีบอมจึงต้องอ้าปากรับยาจากมือพี่จินกิโดยปริยาย และตามมาด้วยแก้วน้ำอุ่นๆ จรดริมฝีปาก

 

“นอนได้แล้วคนป่วย จะได้หายไวๆ”

 

จริงๆ ตอนนี้เขาไม่มีไข้แล้ว แต่ยังเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวอยู่บ้าง และเจ็บคออยู่หน่อยๆ แต่เขาก็ทำตามที่พี่จินกิพูดอย่างว่าง่ายเพราะงานกำลังรอเขาอยู่ในอีกสองวันข้างหน้า เขาต้องรีบหายก่อนวันนั้นจะมาถึง (ชายเวิร์ลทุกคน ผมรักคุณ : คีบอม)

 

พี่จินกิจัดการห่มผ้าให้เขาและลูบหัวเขาเบาๆ ดังเช่นที่ทำมาทั้งวัน ตอนนี้คีบอมกำลังรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ เพราะวันนี้กำลังจะหมดลงแล้ว วันเดียวที่เขาตกลงกับตัวเองว่าจะขอมีความสุขกำลังจะหมดลงแล้ว ทำอย่างไรดี ในเมื่อเขายังรู้สึกว่าตักตวงความสุขได้ไม่มากพอเลย อย่างน้อยปรอทความสุขห้าขีดของเขายังเหลืออีกหนึ่งขีด

 

คิดได้ดังนั้นก่อนที่พี่จินกิจะผละจากเตียงของเขาเพื่อกลับไปนอนที่เตียงของตัวเอง คีบอมจึงฉวยชายเสื้อด้านหลังของพี่จินกิไว้พร้อมกับส่งสายตาอ้อนๆ ที่เขาตั้งใจแล้วว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ไปให้

 

“นั่งเป็นเพื่อนผมจนผมหลับได้มั้ย”

 

พี่จินกิไม่ตอบแต่หันมาสิ่งยิ้มตาหยีให้เขา ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงตรงที่เดิมที่เขาเพิ่งลุกจากไปเมื่อครู่ ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมาอยู่ครู่โดยไม่มีใครยอมหลบตาใคร แต่สุดท้ายคีบอมก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหว หลับตาลงไปก่อน

 

“หลับแล้วเหรอ พี่ไปนอนล่ะนะ”

 

“ยัง แต่กำลังพยายาม ไว้จะหลับแล้วจะบอก”

 

“อ้าว คนหลับจะตื่นมาบอกได้ยังไงล่ะ”

 

“ได้ละกันน่า ผมกุญแจทรงอานุภาพนะ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอก”

 

สองนาทีผ่านไป...

 

“หลับรึยัง”

 

“ยัง...” คีบอมตอบ แต่ตอนนี้เสียงเริ่มอ่อยลงเล็กน้อย ฟังดูคล้ายคนเริ่มง่วง

 

“ทำไงดี เล่านิทานให้ฟังเอามั้ย”

 

“ไม่เอา รำคาญ นั่งเงียบๆ ไปนั่นแหละ”

 

“แต่พี่ง่วงแล้วนี่ ตื่นก็เช้า ไม่ได้นอนกลางวันอีกต่างหาก นี่ก็ดึกแล้วด้วย” พี่จินกิบ่นเป็นหมีกินผึ้งจนคีบอมอดหมั่นไส้ไม่ได้

 

“ทำให้น้องแค่นี้ทำไม่ได้เหรอ ไหนว่ารักน้องไง”

 

“ก็รัก แล้วยังไงล่ะ รักแล้วไม่ต้องนอนหรือไง”

 

“งั้นเอางี้ ถ้าพี่กู๊ดไนท์คิสผมทีหนึ่ง แล้วผมจะยอมให้พี่ไปนอน”

 

คิมคีบอมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปเอาความกล้าแบบนั้นมาจากไหน ถึงได้ท้าทายพี่จินกิไปแบบนั้น จริงๆ เขาก็สงสารพี่จินกิเหมือนกัน เพราะก็จริงอย่างที่พี่จินกิพูดทุกอย่าง วันนี้เขาต้องตื่นแต่เช้าโดยไม่ตั้งใจแถมไม่ได้นอนกลางวันอีกต่างหาก และนี่ก็ดึกมากแล้ว แต่ในเมื่อเขายังนอนไม่หลับเขาก็อยากอ้อนพี่จินกิต่ออีกหน่อยนี่นา เขาไม่ได้อยากให้พี่จินกิทำแบบนั้นจริงๆ (ใจจริงผมก็อยากนิดหน่อยนะ อิอิ : คิบอม) แต่ถ้าไม่พูดแบบนี้มีหรือพี่จินกิจะยอมนั่งถ่างตารอเขาหลับ และคีบอมค่อนข้างมั่นใจว่าให้ตายยังไงพี่จินกิก็ไม่ทำเด็ดขาดและต้องทนนั่งรอจนกว่าเขาจะหลับตามที่เขาขอ

หากคีบอมคิดว่าพูดแบบนี้แล้วพี่จินกิจะยอมทนนั่งถ่างตารอจนกว่าเขาจะหลับล่ะก็ เขาคิดผิด เพราะทันทีที่เขาพูดจบ ริมฝีปากอุ่นๆ ของพี่จินกิก็สัมผัสกับหน้าผากของเขาเบาๆ ผ่านเส้นผมที่ปรกอยู่ ราวกับว่าพี่จินกิกำลังรอให้เขาพูดประโยคนี้อยู่ยังไงยังงั้น นั่นทำให้คิมคีบอมที่ทำท่าว่าจะหลับอยู่รอมร่อ ตอนนี้ตาเบิกโพลงเพราะไม่คิดว่าจะได้รับกู๊ดไนท์คิสจากพี่จินกิจริงๆ

 

 

 

“คิสไปแล้ว ไปนอนล่ะนะ ราตรีสวัสดิ์” พูดจบก็ส่งยิ้มหวานให้คีบอมหนึ่งทีแล้วลุกไปนอนที่เตียงของตัวเอง ทันทีที่หัวถึงหมอนและพันผ้าห่มให้ตัวเองเรียบร้อยก็มีเสียงกรนคร่อกๆ ลอยมาตามลมไม่ต่างอะไรกับแทมิน

 

นี่ง่วงมากขนาดยอมกู๊ดไนท์คิสผมเลยเหรอ พี่ทำแบบนี้ทำไม พี่เลือกที่จะปฏิเสธและนั่งรอจนกว่าผมจะหลับก็ได้ แต่พี่ก็เลือกที่จะทำแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพี่กลับไปนอนหลับได้โดยไม่รู้สึกอะไร พี่จินกิใจร้ายกับผมมากเกินไปแล้วนะ ทำให้ผมต้องนอนไม่หลับแล้วตัวเองกลับไปหลับปุ๋ยแบบนั้น พี่จินกิใจร้าย ใจร้ายโว้ย เกลียดพี่จินกิ!

 

คีบอมได้แต่คิดในใจ เพราะเขาไม่อาจโวยวายออกมาได้ หนึ่ง เพราะเขาอึ้งในการกระทำของพี่จินกิจนเขาคิดไม่ออกว่าต้องพูดหรือโวยวายอะไรตอนที่ริมฝีปากของพี่จินกิสัมผัสกับหน้าผากของเขา ฉะนั้นสิ่งที่เขาได้ทำคืออ้าปากค้าง ทำตาโตเท่านั้น สอง เพราะเขาดีใจ ดีใจที่พี่จินกิเลือกจะทำแบบนั้น และนั่นทำให้ในที่สุดปรอทความสุขของเขาก็เต็มห้าขีดจนได้ ไม่สิ จะพูดให้ถูกคือ ปรอทความสุขของเขามันแตกไปแล้วเพราะความสุขมันล้นทะลักต่างหาก จริงอยู่อาจเสียใจไปบ้างที่พี่จินกิยอมจุ๊บเขาไปงั้นๆ โดยไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อเอามาหักล้างกับความสุขที่ได้รับตลอดทั้งวันในวันนี้ ความเสียใจนั้นมันเทียบอะไรไม่ได้เลย

 

เฮ้อ~ รักพี่จินกิมากขึ้นอีกแล้ว...

 

หลังจากหายอึ้ง อาการง่วงก็กลับเข้ามาเหมือนเดิม หลังจากซึมซับภาพความสุขจนเพียงพอแล้ว ซึ่งก็คือภาพพี่จินกินอนหลับเอาผ้าห่มพันตัวเป็นดักแด้ คีบอมจึงหลับตาลงบ้าง ถ้าถามว่าวันนี้ใครจะฝันดีที่สุดในโลก คีบอมจะยกมือตอบเป็นคนแรกเลยว่า ตัวเขาเองนี่ล่ะที่จะฝันดีที่สุดในโลก...

 

----- 

*Talk*

แอร๊ยยยยยยยยยยยยย

หลงรักจินกิ

แค่นี้แหละค่ะ ^^''